UNIT 06

การควบคุม (Controlling)

บทสรุปของกระบวนการจัดการ: ศิลปะแห่งการติดตาม ตรวจสอบ และการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อรักษาทิศทางขององค์การสู่เป้าหมายอย่างมั่นคง

บทนำ: ทำไมต้องมีการควบคุม?

หาก "การวางแผน" คือการกำหนดจุดหมายปลายทางและเส้นทางเดินเรือ "การควบคุม" (Controlling) ก็เปรียบเสมือนการถือพังงาและตรวจสอบเข็มทิศตลอดการเดินทาง เพื่อให้มั่นใจว่าเรือของเราไม่ได้ออกนอกเส้นทางและจะไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย

การควบคุมเป็นหน้าที่ทางการจัดการลำดับสุดท้ายในวงจร POLC (Planning, Organizing, Leading, Controlling) แต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหน้าที่อื่น เพราะเป็นกระบวนการเดียวที่จะบอกเราได้ว่า "สิ่งที่เราทำอยู่" ตรงกับ "สิ่งที่เราวางแผนไว้" หรือไม่ หากปราศจากการควบคุม แผนงานที่ดีเลิศก็อาจล้มเหลวได้โดยที่เราไม่รู้ตัว ในหน่วยนี้ เราจะเจาะลึกถึงกระบวนการควบคุมอย่างเป็นระบบ การใช้เครื่องมือทางการเงินและงบประมาณที่แม่นยำ รวมถึงการบูรณาการมิติด้านกฎหมายและบัญชี เพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้กับองค์การ

ตอนที่ 6.1 แนวคิดเกี่ยวกับการควบคุม (Concepts of Control)

การควบคุมในยุคสมัยใหม่ไม่ได้หมายถึงการจับผิดหรือการจำกัดอิสรภาพของพนักงาน แต่หมายถึงกระบวนการกำกับดูแลเพื่อให้มั่นใจว่าผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย และสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

6.1.1 ความหมายและนัยสำคัญของการควบคุม

1. นิยามความหมาย (Definitions)

นักวิชาการชั้นนำได้ให้คำนิยามของการควบคุมไว้หลากหลายมิติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของแนวคิดการควบคุม:

  • Bateman & Konopaske (2022): มองว่าเป็นกระบวนการใดๆ ที่ชี้นำกิจกรรมของบุคคลไปสู่การบรรลุเป้าหมายขององค์การ
  • Robbins, Coulter & De Cenzo (2020): เน้นว่าเป็นหน้าที่ทางการจัดการที่เกี่ยวข้องกับการติดตาม (Monitoring) เพื่อให้แน่ใจว่าองค์การดำเนินการตามแผน และแก้ไขความเบี่ยงเบน (Deviations) ที่สำคัญ
  • Kinicki & Williams (2020): สรุปสั้นๆ ว่าคือการติดตามผล เปรียบเทียบกับเป้าหมาย และดำเนินการแก้ไขตามความจำเป็น

สรุป: การควบคุม คือ ความพยายามอย่างเป็นระบบในการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานจริงกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ และดำเนินการแก้ไขหากมีความแตกต่าง เพื่อให้องค์การบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

2. ความสำคัญของการควบคุม (Importance)

ทำไมผู้บริหารต้องให้ความสำคัญกับการควบคุม?:

  • ความสอดคล้อง (Alignment): เป็นเครื่องมือเดียวที่ช่วยยืนยันว่ากิจกรรมประจำวันของพนักงานสอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์การ
  • การปรับตัว (Adaptability): ช่วยให้องค์การรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและปรับตัวได้ทันท่วงที เช่น การเปลี่ยนแปลงรสนิยมลูกค้า หรือกฎระเบียบภาครัฐ
  • ลดความผิดพลาด (Error Reduction): ช่วยค้นหาข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นวิกฤตใหญ่
  • การเพิ่มคุณภาพและลดต้นทุน: การควบคุมคุณภาพ (Quality Control) ช่วยลดของเสียและการทำงานซ้ำ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและกำไร
  • การกระจายอำนาจ (Decentralization): การมีระบบควบคุมที่ดีทำให้ผู้บริหารกล้าที่จะกระจายอำนาจให้พนักงานตัดสินใจเอง เพราะมีกลไกตรวจสอบรองรับอยู่แล้ว
มุมมองทางบัญชี

การควบคุมภายใน (Internal Control) ตามกรอบ COSO

ในทางบัญชีและตรวจสอบ การควบคุมไม่ได้หมายถึงแค่การสั่งการ แต่หมายถึงระบบ Internal Control ที่ออกแบบมาเพื่อให้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์ 3 ด้าน:

  1. Operations: การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  2. Reporting: รายงานทางการเงินมีความถูกต้องและเชื่อถือได้
  3. Compliance: การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ

องค์ประกอบสำคัญ: การแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties) เช่น คนรับเงินต้องไม่ใช่คนบันทึกบัญชี เพื่อป้องกันการทุจริต

6.1.2 ประเภทของการควบคุม (Types of Control)

เราสามารถจำแนกการควบคุมตามช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงานได้ 3 ประเภท:

ประเภทการควบคุม ลักษณะสำคัญ ตัวอย่างการประยุกต์ใช้
1. การควบคุมก่อนการดำเนินงาน (Feed-forward / Preventive Control) เน้นการ "ป้องกัน" ปัญหาที่จะเกิดขึ้นโดยการควบคุมปัจจัยนำเข้า (Inputs) ให้มีคุณภาพ
  • การคัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพจาก Supplier
  • การตรวจสุขภาพและประวัติอาชญากรรมก่อนรับพนักงาน
  • การบำรุงรักษาเครื่องจักรเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance)
2. การควบคุมขณะดำเนินงาน (Concurrent Control) เน้นการ "ตรวจสอบและแก้ไข" ในระหว่างกระบวนการ (Process) เพื่อไม่ให้ข้อผิดพลาดหลุดรอดไป
  • การเดินตรวจงาน (Management by Walking Around)
  • ระบบ GPS ติดตามรถขนส่งแบบ Real-time
  • ระบบคอมพิวเตอร์ที่แจ้งเตือนทันทีเมื่อคีย์ข้อมูลผิด (Error checking)
3. การควบคุมหลังการดำเนินงาน (Feedback / Corrective Control) เน้นการ "ประเมินผล" จากผลผลิต (Output) เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงในรอบถัดไป
  • งบการเงินประจำปี
  • การสำรวจความพึงพอใจลูกค้า
  • การประเมินผลการปฏิบัติงานพนักงาน (Performance Appraisal)
มุมมองทางกฎหมาย

กฎหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)

พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511

การควบคุมคุณภาพสินค้าไม่ใช่แค่เรื่องของการบริหาร แต่เป็นเรื่องของกฎหมายด้วย:

  • มาตรฐานบังคับ: สินค้าบางประเภทที่ส่งผลต่อความปลอดภัย (เช่น สายไฟ, เหล็ก, เครื่องใช้ไฟฟ้า) กฎหมายบังคับให้ต้องผลิตตามมาตรฐาน มอก. เท่านั้น หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกและปรับ
  • การแสดงเครื่องหมาย: ผู้ผลิตที่ได้รับใบอนุญาตต้องแสดงเครื่องหมาย มอก. บนผลิตภัณฑ์เพื่อยืนยันคุณภาพ
  • ความรับผิดต่อสินค้าไม่ปลอดภัย: ตาม พ.ร.บ. ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 ผู้ประกอบการต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหากสินค้าของตนก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค อันเนื่องมาจากการผลิตหรือการออกแบบที่บกพร่อง

ตอนที่ 6.2 กระบวนการควบคุม (Control Process)

การควบคุมที่มีประสิทธิภาพต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนมาตรฐาน:

การกำหนดมาตรฐาน (Setting Standards)

มาตรฐานคือเป้าหมายหรือเกณฑ์ที่ใช้เป็นบรรทัดฐานในการวัดผล ต้องมีความชัดเจนและวัดได้ (Measurable) มาตรฐานอาจมาจากข้อมูลในอดีต คู่แข่ง หรือค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม

  • มาตรฐานเชิงปริมาณ: เช่น ยอดขาย 100 ล้านบาท, ผลิตได้ 500 ชิ้น/ชั่วโมง, ของเสียไม่เกิน 2%
  • มาตรฐานเชิงคุณภาพ: เช่น ความพึงพอใจของลูกค้า, ภาพลักษณ์ของแบรนด์, ความผูกพันของพนักงาน

การวัดผลการดำเนินงาน (Measuring Performance)

คือการเก็บรวบรวมข้อมูลผลการทำงานจริง (Actual Performance) เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับมาตรฐาน แหล่งข้อมูลมาจากการสังเกต รายงานด้วยวาจา และรายงานลายลักษณ์อักษร

หลักการวัดผลที่ดี:

  • ต้องวัดในสิ่งที่สำคัญและตรงประเด็น
  • ต้องมีความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้
  • ต้องทันเวลา (Timely) เพื่อให้แก้ไขปัญหาได้ทัน

การเปรียบเทียบ (Comparing)

นำผลงานจริงมาเทียบกับมาตรฐานเพื่อหา "ความเบี่ยงเบน" (Deviation) และพิจารณาว่าความเบี่ยงเบนนั้นยอมรับได้หรือไม่

  • Management by Exception (MBE): ผู้บริหารควรให้ความสนใจเฉพาะกรณีที่มีความเบี่ยงเบนอย่างมีนัยสำคัญ (Significant Deviation) เท่านั้น เพื่อประหยัดเวลา
  • ตัวอย่าง: ถ้ายอดขายตก 1% อาจไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าตก 10% ต้องรีบหาสาเหตุ

การตอบสนองและแก้ไข (Taking Action)

เมื่อพบความเบี่ยงเบน ผู้บริหารมีทางเลือก 3 ทาง:

  1. ไม่ทำอะไรเลย (Do nothing): หากผลงานยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
  2. แก้ไขการดำเนินงาน (Corrective Action): ปรับปรุงวิธีการทำงาน ฝึกอบรมพนักงาน หรือเปลี่ยนเครื่องจักร เพื่อให้ผลงานกลับมาดีขึ้น
  3. ปรับปรุงมาตรฐาน (Revise Standard): หากพบว่ามาตรฐานนั้นสูงหรือต่ำเกินความเป็นจริง หรือสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปจนมาตรฐานเดิมใช้ไม่ได้แล้ว
มุมมองทางบัญชี

การวิเคราะห์ผลแตกต่าง (Variance Analysis)

ในทางบัญชีบริหาร กระบวนการเปรียบเทียบนี้คือหัวใจสำคัญ เรียกว่า Variance Analysis:

  • Favorable Variance (F): ผลต่างที่น่าพอใจ เช่น รายได้จริงสูงกว่างบประมาณ หรือต้นทุนจริงต่ำกว่างบประมาณ
  • Unfavorable Variance (U): ผลต่างที่ไม่น่าพอใจ เช่น รายได้จริงต่ำกว่างบประมาณ หรือใช้วัตถุดิบเปลืองกว่ามาตรฐาน
  • การวิเคราะห์สาเหตุ: นักบัญชีต้องเจาะลึกว่าผลต่างเกิดจากอะไร เช่น เกิดจาก "ราคา" (Price Variance) หรือ "ปริมาณ" (Quantity Variance) เพื่อให้ฝ่ายบริหารแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ตอนที่ 6.3 เครื่องมือสำหรับการควบคุม (Tools for Control)

ผู้บริหารจำเป็นต้องมี "เครื่องมือ" ที่ช่วยในการติดตามและวัดผลการดำเนินงาน เครื่องมือที่สำคัญที่สุดแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ เครื่องมือทางการเงิน และ เครื่องมือที่ไม่ใช่ทางการเงิน

6.3.1 งบการเงิน (Financial Statements)

งบการเงินคือรายงานสรุปผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของกิจการ เป็นภาษาทางธุรกิจที่ผู้บริหารทุกคนต้องอ่านให้เป็น

1. งบแสดงฐานะการเงิน (Statement of Financial Position / Balance Sheet)

เปรียบเสมือนภาพถ่าย (Snapshot) ที่แสดงฐานะการเงินของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่ง ประกอบด้วยสมการบัญชี:

สินทรัพย์ (Assets) = หนี้สิน (Liabilities) + ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity)
  • สินทรัพย์: สิ่งที่กิจการเป็นเจ้าของและให้ประโยชน์ในอนาคต (เงินสด, ลูกหนี้, สินค้า, เครื่องจักร)
  • หนี้สิน: ภาระผูกพันที่ต้องชำระคืน (เจ้าหนี้การค้า, เงินกู้ยืม)
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น: ส่วนทุนเจ้าของและกำไรสะสม

2. งบกำไรขาดทุน (Income Statement)

แสดงผลการดำเนินงาน ในช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 1 ปี) ว่ามีกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่

  • รายได้ (Revenue) - ค่าใช้จ่าย (Expenses) = กำไรสุทธิ (Net Income)
  • บอกเราว่าธุรกิจมีความสามารถในการทำกำไรมากน้อยเพียงใด

3. งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement)

แสดงการได้มาและใช้ไปของ "เงินสด" จริงๆ (ไม่รวมรายการทางบัญชีที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ค่าเสื่อมราคา)

  • สำคัญมากสำหรับการบริหารสภาพคล่อง ธุรกิจที่มีกำไรทางบัญชีอาจล้มละลายได้หากขาดกระแสเงินสด (Cash is King)
มุมมองทางกฎหมาย

พ.ร.บ. การบัญชี พ.ศ. 2543

กฎหมายกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดทำงบการเงินอย่างเคร่งครัด:

  • ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี: บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ต้องจัดทำบัญชีและปิดงบการเงินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ผู้ตรวจสอบบัญชี: งบการเงินต้องได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดย "ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต" (CPA) เพื่อรับรองความถูกต้อง
  • โทษ: การไม่ทำบัญชี ทำบัญชีเท็จ หรือไม่นำส่งงบการเงิน มีโทษปรับและจำคุกทั้งต่อตัวนิติบุคคลและกรรมการผู้มีอำนาจ

6.3.2 งบประมาณและอัตราส่วนทางการเงิน (Budgets & Ratios)

1. งบประมาณ (Budgets)

คือแผนงานที่แปลงออกมาเป็นตัวเลขทางการเงิน เพื่อใช้ควบคุมการใช้ทรัพยากร

  • งบประมาณดำเนินงาน: เช่น งบประมาณขาย งบประมาณผลิต งบประมาณค่าใช้จ่าย
  • งบประมาณการเงิน: เช่น งบประมาณเงินสด (Cash Budget) งบประมาณลงทุน (Capital Budget)
  • ประโยชน์: ใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการควบคุม และช่วยประสานงานระหว่างแผนก

2. อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratios)

เป็นการนำตัวเลขในงบการเงินมาหาความสัมพันธ์เพื่อวิเคราะห์สุขภาพของกิจการ:

กลุ่มอัตราส่วน ตัวอย่าง ความหมาย
สภาพคล่อง (Liquidity) Current Ratio มีความสามารถชำระหนี้ระยะสั้นหรือไม่?
ความสามารถในการทำกำไร (Profitability) Net Profit Margin, ROI, ROE ทำกำไรได้คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่?
ภาระหนี้สิน (Leverage) Debt to Equity Ratio มีความเสี่ยงจากการกู้ยืมมากเกินไปหรือไม่?

6.3.3 การควบคุมที่ไม่ใช่ทางการเงิน (Non-financial Controls)

ตัวเลขทางการเงินบอกได้เพียง "อดีต" แต่การควบคุมปัจจัยที่ไม่ใช่การเงินช่วยพยากรณ์ "อนาคต" และสร้างความยั่งยืน

1. Balanced Scorecard (BSC)

เครื่องมือยอดนิยมที่มองผลการดำเนินงานใน 4 มิติ เพื่อความสมดุล:

  • มิติด้านการเงิน: ผู้ถือหุ้นมองเราอย่างไร?
  • มิติด้านลูกค้า: ลูกค้ามองเราอย่างไร? (ความพึงพอใจ, ส่วนแบ่งตลาด)
  • มิติด้านกระบวนการภายใน: เราต้องเก่งเรื่องอะไร? (คุณภาพ, เวลาผลิต)
  • มิติด้านการเรียนรู้และการเติบโต: เราจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร? (ทักษะพนักงาน, วัฒนธรรม)

2. การควบคุมโดยกลุ่ม (Clan Control) และวัฒนธรรมองค์การ

แทนที่จะใช้กฎระเบียบ (Bureaucratic Control) อย่างเดียว องค์การสมัยใหม่เน้นการสร้างค่านิยมร่วม บรรทัดฐาน และความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อให้พนักงานควบคุมพฤติกรรมกันเอง (Social Control) วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงในงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์

บทสรุปส่งท้ายหน่วยที่ 6

การควบคุมไม่ใช่จุดสิ้นสุดของกระบวนการจัดการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)

ผู้บริหารที่ชาญฉลาดจะใช้การควบคุมเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ไม่ใช่เครื่องมือในการจับผิด โดยผสมผสานทั้งข้อมูลทางการเงินที่แม่นยำและปัจจัยเชิงคุณภาพที่สะท้อนความยั่งยืน เพื่อนำพาองค์การให้บรรลุวิสัยทัศน์ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้